“อดีตตร.”ทำคดี-เก็บหลักฐานเองกับมือ ของขึ้นหนัก

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษก และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดแถลงด่วนชี้แจงกรณีอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ซึ่งเป็นข้อหาสุดท้ายที่ยังไม่หมดอายุความ ในคดีขับรถชนดานตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจจราจร สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อ 7 ปีก่อน (2555) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นพ้องโดยไม่แย้ง คำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดของอัยการ

พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุว่า เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ส่งให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความเห็นพ้องตามความเห็นของอัยการ ซึ่งการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดของอัยการ เนื่องจากเป็นไปตามพยานหลักฐาน ยืนยันไม่มีการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลุดคดี ทุกอย่างพิจารณาไปตามเนื้อผ้า ส่วนที่ในชั้นสอบสวนชั้นต้นมีการแจ้งข้อหาดังกล่าว และฟ้องคดีต่ออัยการ อาจเนื่องจากตอนนั้นมีหลักฐาน แต่เมื่ออัยการพิจารณากลั่นกรองมาแล้ว หัวหน้าพนักงานสอบสวนไม่สามารถก้าวล่วงได้

รองโฆษก ตร. ระบุว่าขั้นต่อไปพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ จะดำเนินการถอนหมายจับ ขณะที่กองการต่างประเทศ จะประสานไปยังองค์การตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ในการถอนหมายจับสากล และถอนการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในลักษณะคู่ขนานด้วย คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะหากล่าช้าอาจจะกระทบสิทธิ์ของนายวรยุทธ ซึ่งอาจทำให้ตำรวจถูกฟ้องร้องได้ อย่างไรก็ตามหลังเพิกถอนหมายจับทั้งในประเทศและต่างประเทศหมดแล้วนายวรยุทธ ก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ สามารถออกสู่สังคมได้ปกติ

ผู้สื่อข่าว ถามต่อว่าคิดอย่างไรที่มีการกล่าวว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่าคำดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และไม่อยากให้สร้างเป็นวาทกรรมในลักษณะนี้

ด้าน พล.ต.ท.ปิยะ ชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเสียใจที่ตำรวจเสียชีวิต แต่การสั่งไม่ฟ้องคดี ก็เป็นไปตามกระบวนการสอบสวน การพูดว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” จึงไม่น่าจะใช่แบบนั้น เพราะกฎหมายคือกฎหมาย หลักของกฎหมายต้องอยู่

ส่วนกรณีเอกสารสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด มีชื่อดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ปรากฎเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ทั้งที่ไม่เคยปรากฏข้อมูลนี้ต่อสังคมมาก่อนตั้งแต่เกิดคดีเมื่อ 7 ปีที่แล้ว พ.ต.อ.กฤษณะ ชี้แจงว่า โดยปกติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน จะตั้งข้อหาคู่ทั้ง 2 ฝ่าย ฐานประมาทร่วม แต่เมื่อดาบตำรวจวิเชียร เสียชีวิต คดีฝั่งดาบวิเชียรก็ถือว่ายุติไปโดยปริยาย การปรากฎชื่อในเอกสารครั้งนี้ เป็นขั้นตอนดำเนินการตามขั้นตอนการออกเอกสารเท่านั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส. พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตนักวิทยาศาสตร์ (สบ.1) กลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นผู้พิสูจน์หลักฐานคดีนี้ด้วยตัวเอง ทั้งจดบันทึก ถ่ายรูป เก็บร่อยรอยหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีนี ยืนยันได้ว่า นายบอส อยู่วิทยา เป็นคนขับรถชนจริงใน 3 ประเด็น คือ

1.เริ่มจากรถของดาบตำรวจที่เสียชีวิต กับรถเฟอร์รารีของผู้ต้องหา “เป็นการชนท้าย ไม่ใช่การปาดหน้า”

2.ตัวบุคคลที่ชน ในบันทึกระบุ

“เหตุการณ์เกิดขึ้นเช้ามืด ซึ่งตัวรถที่ชนไปอยู่ในบ้านผู้ต้องหา แต่ส่งคนรับใช้ที่บ้านมามอบตัว จนพนักงานสอบสวนได้ถามปรากฏว่าไม่ใช่ เวลานั้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้นได้นำกำลังล้อมบ้าน จนนายบอส ยอมมอบตัว และพิสูจน์ได้ว่าเป็นคนขับรถ จากรอยรัดเข็มขัด ที่เป็นรอยจ้ำแดง”

3.เรื่องความเร็วขับรถเกินกำหนด มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถเอาผิดได้ โดยกองพิสูจน์หลักฐานขณะนั้นออกรายงานได้ภายใน 1 เดือน แต่พอเข้าสู่ชั้นพนักงานสอบสวนกลับใช้เวลาหลายปี จึงรู้สึกไม่พอใจมากเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ และควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดปัญหาให้หมดไป