“ศิริวัฒน์”ผู้รอดชีวิตจากต้มยำกุ้ง23ปีก่อน ลั่น วิกฤติโควิดรุนแรงกว่ามาก เผยทางเดียวที่จะอยู่รอด

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เคยเผชิญกับวิกฤติต้มยำกุ้ง หรือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 จนต้องเปลี่ยนอาชีพมาขายแซนด์วิชในนาม “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” โพสต์คลิปวีดีโอผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “Sirivat Sandwich ศิริวัฒน์แซนด์วิช” เนื่องในโอกาสครบ 23 ปีวันลอยตัวค่าเงินบาท เตือนว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง

โดยหากย้อนไปก่อนหน้าวันที่ 2 ก.ค. 2540 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจะอยู่ที่ 26 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ แต่หลังจากนั้นเงินบาทได้ลดลงไปต่ำสุดถึง 56 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ วิกฤติครั้งนั้นถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยเจอมาก่อน ภาคธุรกิจที่ไปกู้เงินเหรียญสหรัฐมาเมื่อจะคืนเงินก็ต้องหาเงินเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว นำไปสู่การที่ธุรกิจต่างๆ ล้มละลาย ผลกระทบเชื่อมต่อมายังสถาบันการเงินที่ต้องแบกภาระหนี้เสีย จากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 5 ก็พุ่งสูงไปถึงร้อยละ 50 ซึ่งการลดค่าเงินถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงลดการนำเข้า

แต่วิกฤติไวรัสโควิด-19 นั้นต่างออกไป และจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของโลก โรคระบาดครั้งนี้ส่งผลต่อคนทุกชาติ รวมถึงประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทย เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีผู้ติดเชื้อกว่า 2 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 1 แสนคน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ว่างงานสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

“เขามีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคืออัตราการจ้างงานเทียบกับประชากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Employment Population Ratio อัตรานี้ตั้งแต่ ค.ศ.1950 (ปี 2493) อยู่ในระดับ 50% คือคนมีงานทำ สูงสุดเมื่อปี ค.ศ.2000 (ปี 2543) คนมีงานทำถึงกว่า 60% แต่ตั้งแต่โควิดมา ก.พ.-พ.ค. ในเดือน พ.ค. ที่อเมริกา อัตราคนว่างงานสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1950 ถึงปัจจุบัน คนว่างงานสูงถึง 42.8% เพราะคนที่มีงานทำมีอยู่ 57.2% ดังนั้นหมายความว่าคนอเมริกันนั้นตกงานเกือบครึ่งหนึ่ง” นายศิริวัฒน์ ระบุ

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า เหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ตีเป็นมูลค่าได้ถึง 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับ 2 และญี่ปุ่นเป็นอันดับ 3 ซึ่งเมื่อประเทศขนาดเศรษฐกิจใหญ่เหล่านี้มีปัญหากันหมด บรรดาประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยจะรอดได้อย่างไร และตนขอย้ำว่า วิกฤติครั้งนี้จะรุ่นแรงยิ่งกว่าเมื่อปี 2540

เพราะวิกฤติปี 2540 แม้ค่าเงินบาทจะลดต่ำลง แต่อีกด้านก็ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและการนำเข้าลดลง การค้าอยู่ในสถานะเกินดุลทำให้เม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยว เช่น ในปี 2540 มีรายได้ส่วนนี้ประมาณ 2 แสนล้านบาท และอีก 22 ปีต่อมา ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า แม้ค่าเงินบาทจะกลับมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ คือประมาณ 30 บาทกว่าๆ ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ไม่ใช่ 56 บาทอย่างสมัยปี 2540 ก็ตาม

“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะไม่พูดถึงวิกฤติ 2540 วิกฤติต้มยำกุ้ง เราจะมาพูดถึงวิกฤติโควิด 2019 จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ที่ผมพยายามออกมาบอกว่าเราต้องระวัง ต้องเตรียมตัว เพราะเที่ยวนี้ยังไม่รู้ว่าโควิดจะจบเมื่อไร ไม่รู้ว่าโควิดจะยาวนานอีกเท่าไร จะจบอย่างไร ก่อนโควิดจะจบผมเชื่อว่าธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย อุตสาหกรรมต่างๆ คงจะสะบักสะบอมไปพอสมควร กว่าจะฟื้นขึ้นมาต้องใช้เวลา วันนี้อยากจะย้อนกลับไปนิดหนึ่ง โดยส่วนตัวผมพูดความจริง ขอใช้คำว่ายุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองได้ผ่านพ้นไปแล้ว เรากำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง” นายศิริวัฒน์ กล่าว

นายศิริวัฒน์ อธิบายว่า ความสะดวกสบายที่ผู้คนยุคปัจจุบันได้รับอยู่ในขณะนี้ เป็นการสะสมส่งต่อกันมาจากคนรุ่นก่อน กล่าวคือ คนรุ่นปู่หรือรุ่นพ่อมีชีวิตอยู่กับค่านิยมประหยัด ทำอะไรต้องรัดเข็มขัดไว้ก่อน เช่น สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ปี 2523-2531) เศรษฐกิจไทยสมัยนั้นก็ไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึงร้อยละ 90 ถึงขนาดต้องออกนโยบายให้มีช่วงเวลาปิดไฟ แต่ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนรุ่นต่อมาก็ใช้จ่าย ประกอบกับมีสิ่งที่เรียกว่าบัตรเครดิต ซึ่งทางตะวันออกให้นิยามว่า Plastic Money บัตรเครดิตมีลักษณะสำคัญคือใช้ง่ายจ่ายทีหลัง
ขณะที่สถิติจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่กรมการขนส่งทางบกรวบรวมไว้อยู่ที่ประมาณ 12 ล้านคัน เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับสมัยที่ตนยังเป็นเด็ก และจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีคนกล่าวว่าเมื่อมีรถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดิน จะช่วยแก้ปัญหาการจราจร แต่ปรากฏว่าแม้จะมีแล้วรถก็ยังติดเช่นเดิมหรือมากกว่าเดิม แม้กระทั่งทางด่วนที่ตนนั้นได้ใช้ตั้งแต่ยุคเก็บค่าผ่านทางเพียง 5 บาท วันนี้รถก็ยังขึ้นไปติดบนทางด่วนด้วย

สิ่งที่ตนอยากจะเตือนคือ หากวันนี้ไม่ประหยัดอย่างที่สุด ไม่หาเงินสดให้ได้มากที่สุด ต่อไปจะไม่มีเงินไว้เติมน้ำมันและซ่อมรถ รถก็จอดทิ้งเป็นภาระอีก วิกฤติไวรัสโควิด-19 จะยังคงอยู่จนกว่าจะมีการพบวัคซีน ในระหว่างนี้ก็ต้องอดทน แต่ถึงคนยุคนี้จะสบายน้อยลงสักครึ่งหนึ่งจากเดิม ก็เชื่อว่าคงไม่ลำบากมากขนาดคนรุ่นพ่อรุ่นปู่แน่นอน ทั้งนี้ ประเทศไทยจะอยู่หลังสุดในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อาทิ ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (World Bank) ทำนายว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะเติบโตติดลบร้อยละ 5.6 แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลับระบุว่าจะติดลบถึงร้อยละ 8.7 ไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้มีการทำนายว่าเศรษฐกิจจะติดลบร้อยละ 59 แต่ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็นติดลบร้อยละ 8.1 และตนเชื่อว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม โดยน่าจะติดลบไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

“เลขาธิการสภาพัฒน์เพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว ปกติประเทศไทยตกงานแค่ 4 แสนคน ปี 2563 ประเทศไทยคาดว่าจะมีคนที่เสี่ยงตกงาน 8.4 ล้านคน 20 เท่านะครับไม่ใช่ 2 เท่า เป็นแบบนี้ผมก็มองว่าเรามีปัญหา เรากำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง World Bank ก็ออกมาบอกว่า ในขณะที่ประเทศเวียดนามซึ่งตอนนี้พูดง่ายๆ ว่าเป็นดาวเด่น ปี 2020 GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) จะโตประมาณ 2.7% พม่า (เมียนมา) โต 1.8% ฟิลิปปินส์โต 0.6% อินโดนีเซียโต 0.5% มาเลเซียติดลบ 1.8% ไทยติดลบ 8.1% ของ ธปท. ส่วนของ World Bank ติดลบ 5.6%” นายศิริวัฒน์ กล่าว

นายศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า คนไทยกว่า 8 ล้านคนเสี่ยงตกงาน ขณะที่หนี้ครัวเรือนรวมกันสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 79 ของ (GDP) ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ตนเรียกร้องว่าสถาบันการเงินต้องลดให้กับผู้กู้รายย่อยหรือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) โดยเพื่อความเป็นธรรมต้องมีระบบจัดชั้นลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้คุณภาพดี ชำระหนี้ครบถ้วนตรงเวลามาตลอด ดอกเบี้ยควรอยู่ที่ร้อยละ 12 ขณะที่ลูกหนี้คุณภาพต่ำ ดอกเบี้ยอาจอยู่ที่ร้อยละ 15 แต่ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยร้อยละ 16-20 อย่างที่ตั้งไว้ขณะนี้ เพราะลูกหนี้จะไม่รอดแล้วเจ้าหนี้ก็จะเดือดร้อนตามมา

ทั้งนี้ แม้ข้อมูลจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) จะไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่แบบระบาดในประเทศมานานกว่า 1 เดือน แต่อย่าประมาทเป็นอันขาดเพราะไม่อยากให้มีการระบาดรอบ 2 ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกิจการ เข้าใจหัวอกเจ้าของกิจการด้วยกันว่าถ้าเป็นไปได้ก็ไม่มีใครอยากปิดบริษัท ปลดพนักงานออกหรือแม้แต่ลดเงินเดือนพนักงาน เพราะถ้าไม่มีพนักงานเจ้าของกิจการก็ไม่รอด

แต่จากวิกฤติที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ทำให้ตนเชื่อว่าจะมีข่าวทำนองนี้เกิดขึ้นตามมาอีก ซึ่งตนก็เข้าใจทั้ง 2 ทาง หากบอกล่วงหน้าพนักงานก็เสียขวัญกำลังใจ แต่หากบอกกะทันหันพนักงานก็ยิ่งลำบากขึ้นไปอีก ดังนั้นสำหรับคนที่ตกงานไม่มีรายได้ พยายามหางานทำให้มีรายได้และต้องเป็นงานได้ค่าจ้างเป็นเงินสดทันทีเท่านั้นด้วย จะรวมจ่ายทีเดียวแม้จะเป็นเพียงหลักสัปดาห์ก็ไม่ได้เด็ดขาด

ชมคลิป

ขอบคุณคลิปจาก : Sirivat Sandwich ศิริวัฒน์แซนด์วิช