เปิดโพสต์สุดท้าย เมียสาวร.ต.อ.เสียชีวิตปริศนา

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก สืบเนื่องจากกรณีที่ น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ วัย 30 ปี เสียชีวิตในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ย่านลาดพร้าว โดยเธอเป็นแฟนสาวของตำรวจระดับรองสารวัตรสืบในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 ซึ่งเรื่องนี้มีคนสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าอาจจะมีอะไรแปลกๆ มีข้อพิรุธหลายจุด เช่น ผู้ตายถูกยิงด้านซ้าย ทั้งที่ถนัดขวา และไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เป็นต้น

โดย น.ส.พนิตา อายุ 31 ปี ลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียชีวิต ทราบว่า ผู้เสียชีวิตมีลูกกับนายตำรวจคนดังกล่าว เป็นผู้หญิงอายุ 4 ขวบ คบหากันมาหลายปี แม่ของฝ่ายชายซื้อบ้านให้เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยถึงขั้นทำร้ายร่างกาย แถมผู้เสียชีวิต เคยถูกนายตำรวจใช้ปืนจ่อหัว และทำร้ายจนสลบ แต่ผู้เสียชีวิตก็กลับมาหาทุกครั้งเพราะสงสารลูก เมื่อมีปัญหาหนัก ๆ ก็จะกลับบ้าน ไม่เคยติดฆ่าตัวตายเลย

นอกจากนี้ น.ส.พนิตา บอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ ทางผู้เสียชีวิตไม่มีอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า มีอาการปกติทุกอย่าง และยังโพสต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์มีเพจในเฟซบุ๊ก และพูดคุยกับทางญาติ น้ำเสียงปกติดี ได้บอกกับญาติว่าวันหยุดจะพาลูกสาวไปเที่ยวอีกด้วย

และที่น่าสงสัยคือ ผู้เสียชีวิตยังถนัดมือขวา จึงไม่น่าจะใช้มือซ้ายยิงตัวตายได้ ทางญาติจึงติดใจการเสียชีวิต อีกทั้งตอนเกิดเหตุ ก็มีการเรียกเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบ แล้วจึงค่อยเรียกมูลนิธิมาเก็บศพ ซึ่งมีการเอาผ้าห่มห่อร่างไว้ที่โซฟาของตัวบ้านแล้วให้ยกไปโรงพักทันที

รายงานข่าวระบุว่า นายตำรวจคนดังกล่าวให้การว่าได้ยินเสียงปืนดัง ก่อนจะเจอผู้ตายเสียชีวิตแล้วที่โซฟาจึงรีบแจ้งตำรวจท้องที่เข้าตรวจสอบ ส่วนทางด้าน สน.ลาดพร้าว ได้นำเครื่องวัดแอลกอฮอล์ มาวัดนายตำรวจคนดังกล่าว และนำตัวส่ง รพ.ตำรวจ เพื่อตรวจร่างกายใช้ในการประกอบสำนวนคดี อย่างไรก็ตามจะนำศพไปผ่าพิสูจน์การเสียชีวิตที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจอีกครั้ง เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากการตรวจสอบเฟซบุ๊กของผู้เสียชีวิต พบว่า ส่วนใหญ่จะโพสต์เกี่ยวกับเรื่องการขายเสื้อผ้า ที่เป็นธุรกิจส่วนตัวของเธอ กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และไร้สัญญาณที่จะโพสต์แนวซึมเศร้าแต่อย่างใด ซึ่งคนที่รู้จักเธอ ต่างโพสต์ข้อความอาลัยลงในเฟซบุ๊ก และแท็กเธอเพียบ พร้อมขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี

ล่าสุด ที่ สน.ลาดพร้าว ทางญาติของ นางสาวพิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ หรือ “น้องนุ่มนิ่ม” ได้เดินทางเข้ามาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และขอใบรับรองเพื่อนำไปรับศพ “น้องนุ่มนิ่ม” ที่สถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมที่บ้านเกิดในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดย นางทองใส่ ภูคงน้ำ อายุ 56 ปี ผู้เป็นมารดา กล่าวว่า ไม่เชื่อลูกสาวจะฆ่าคัวตาย

เพราะทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ลูกสาวมีกพูดเสมอว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการทำสิ้นคิด ตนเองมีสมองไม่มีทางทำแบบนั้น และการฆ่าจะไม่ได้ไปผุดไปเกิด และยอมรับว่า ยังติดใสเรื่องการใช้อาวุธในปืนในที่เกิดเหตุ เนื่องจากลูกสาวถนัดมือขวา แต่สภาพศพที่พบถือปืนในมือซ้าย ก่อนหน้านี้ลูกสาวเคยมาเล่าว่ามีปัญหาทะเลาะกันบ่อยครั้งกับสามี เรื่องภายในครอบครัว รุนแรงถึงขนาดใช้ปืนจ่อที่ศีรษะลูกตน พร้อมยืนยันลูกไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะก่อนเกิดเหตุยังไลฟ์ขายของปกติดี ดูท่าทางร่าเริง พอหลังเกิดเหตุสามีลูกสาวยังไม่เคยติดต่อมาอีกเลย

ด้าน รองสารวัตรสืบสวน สน.วังทองหลาง กล่าวถึง กรณีน.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ อายุ 30 ปี ภรรยาใช้อาวุธปืน .45 ยิงตัวเสียชีวิต ว่า ขณะนี้ตนแทบไม่มีที่ยืน เครียดมาก เพราะทางครอบครัวของแฟนที่เสียชีวิตคิดว่าตนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ตนยืนยันว่าตนไม่ได้ทำ แลเไม่มีเหตุผลที่จะทำเพราะเขาคือคนที่ตนรักและมีลูกด้วยกัน ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าครอบครัวของแฟนไม่ชอบตนจริงและไม่เคยเจอกัน มีเพียงพูดคุยกับแม่แฟนผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ตนก็พยายามพิสูจน์ให้แม่ของแฟนเห็นว่าตนสามารถดูแลลูกของเขาได้ จึงได้ซื้อบ้านเมื่อ 3 เดือนก่อนเพื่อทำให้เห็นว่าลูกของเขาจะไม่ลำบาก

รองสารวัตรสืบสวน กล่าวถึงเรื่องใช้ผ้าขาวคลุมศพภรรยา และเกิดข้อสงสัยว่า ขณะที่คลุมนั้นทางแพทย์ได้ทำการชันสูตรเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว และทุกคนที่มาในที่เกิดเหตุก็เห็นสามารถไปถามทุกคนได้

ส่วนอาวุธปืนที่ก่อเหตุนั้น รองสารวัตรสืบสวนบอกว่า ตนได้ใส่ไว้ในกระเป๋าวางไว้บนหัวเตียงในห้องนอน และไม่รู้ว่าแฟนไปหยิบออกมาเมื่อไหร่ และอาวุธปืนไม่ได้มีการขึ้นนกจึงเชื่อว่าไม่สามารถลั่นได้อย่างแน่นอน เมื่อถามว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตสงสัยว่าทำไมถึงยิงมือซ้ายทั้ง ๆ ที่ผู้ตายถนัดขวา รองสารวัตรสืบสวนกล่าวว่า ผู้ตายถนัดทั้งสองข้าง

ขณะประเด็นทำร้ายร่างกายนั้น รองสารวัตรสืบสวน ยอมรับว่าทะเลาะกันและเคยใช้กำลังด้วยการตบไปที่ใบหน้า เนื่องจากภรรยาพยายามจะเอาลูกกลับไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งตนไม่อยากให้เอากลับไป จนเกิดการยื้อแย่งกัน แต่ยืนยันว่าตนไม่เคยนำอาวุธปืนไปจ่อศีรษะภรรยาตามที่ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ตามรองสารวัตรสืบสวนได้เล่าเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุให้ฟังว่า วันที่เกิดเหตุตนได้กลับบ้านในช่วงเวลาประมาณ 01:00 น. เมื่อมาถึงก็ได้มีการโทรศัพท์เรียกให้ภรรยาลงมาเปิดประตูบ้านให้ตามปกติเพราะตนไม่มีกุญแจและหลังจากนั้นภรรยาก็ลงมาเปิดประตูให้ตามปกติ เมื่อเข้าไปในบ้านตนได้นั่งดูหนังที่ชั้นล่างส่วนภรรยาได้ขึ้นไปนอนที่ชั้นบน เมื่อดูหนังจบตนได้ขึ้นไปนอนในห้อง ภรรยาได้บอกมาว่าอยากอยู่คนเดียวก่อนที่จะเดินออกไปตนก็พยายามบอกว่าให้มานอนด้วยกัน แต่ภรรยาไม่ฟังและออกไปนอนอีกห้องทันที ต่อมาตนได้เดินไปเคาะประตูเพื่อให้กลับมานอนด้วยกัน แต่ภารยาไม่เปิดจึงได้พยายามใช้เท้ากระแทกประตูเข้าไป เมื่อเข้าไปได้ภารยาก็ยังยืนยันว่าจะอยู่คนเดียว ตนจึงพยายามพูดคุยจนภรรยาใจอ่อนและได้จูงมาภรรยากลับมานอนด้วยกันที่ห้องก่อนที่จะหลับไป ก่อนจะได้ยินเสียงปืนตสจึงรีบลงตามหาภรรยาและพบว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง ตนจึงโทรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.สน.ลาดพร้าวกล่าวว่า คดีนี้ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา กับร.ต.อ.ทรงกลด โดยจากการสอบปากคำเจ้าตัวยังยืนยันว่าเป็นเหตุฆ่าตัวตาย แต่บางเรื่องก็อยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งเรื่องว่าผู้ตายถนัดมือข้างใด ตอนนี้จะใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้ เพราะตอนเกิดเหตุไม่มีประจักษ์พยานใดๆ นอกจากตัวผู้กองกับผู้ตาย ส่วนภาพรวมของคดีนั้นก้าวหน้าไปเยอะ

นอกจากนี้ผกก.สน.ลาดพร้าว ยังเผยว่าตอนไปที่เกิดเหตุนั้น ศพนั้นไม่มีผ้าคลุมไว้ แต่อยู่บนโซฟา เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่างพฐ.ส่วนปืนนั้น เท่าที่ตนไปตรวจสอบก็เห็นวางอยู่บนโซฟาตามปกติ ไม่มีการเคลื่อนย้ายหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้จะต้องรอผลตรวจทุกอย่าง ทั้งคราบเขม่าปืนในตัวผู้ตายและผู้กอง คาดว่าจะใช้เวลา30-45 วันเช่นเดียวกับผลตรวจทางการแพทย์ทุกอย่าง